กรณีศึกษาการขอกรีนการ์ดจากการแต่งงานเข้าประเทศด้วย B1 visa

ฉันเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวเพื่อมาเยี่ยมแฟนและมาท่องเที่ยวโดย
ไม่ได้ตั้งใจจะมาแต่งงาน แต่หลังจากอยู่ได้สี่เดือนคือก่อนวีซ่าหมดอายุสองเดือนจึงตัดสินใจ
แต่งงานและยื่นขอกรีนการ์ด โดยดำเนินการเองทั้งหมดโดยไม่ได้จ้างทนาย เอกสารที่ยื่้นก็ปกติตามเกณฑ์บวกกับมีสปอนเซอร์ร่วมคือน้องเขยแฟนที่เป็นวิศวะยื่นไป
กันเหนียว เพราะสามีทำงานอิสระไม่ได้เป็นลูกจ้างและก็ไม่ได้เปิดบริษัทเป็นเรื่องเป็น
ราวรายได้ขึ้นๆลงๆ เลยมีสปอนเวอร์ร่วมไว้

ยื่นขอกรีนการ์ดปลายเดือนกรกฎาคม 2007 หลังจากนั้นสองสัปดาห์ก็ได้รับใบเสร็จรับเงิน
และเอกสารยื่นยันจาก USCIS ว่าได้รับแบบฟอร์มแล้ว หลังจากนั้นอีกหนึ่งอาทิตย์ก็ได้รับจดหมายให้ไปพิมพ์ลายนิ้วมือ
แต่ส่งเอกสารกลับไปขอเลื่อนเพราะต้องกลับเมืองไทยก่อนวันนัดเนื่องจากจองตั๋วไปกลับ
ไว้เสียดายตั๋วและตั๋วจะหมดอายุ เดินทางออกนอกประเทศสหรับอเมริกาทั้งๆที่ยังไม่ได้
advance parole แต่ยื่นขอไปแล้วจริงๆแล้วก่อนออกนอกประเทศก็ได้โทรไปสอบถาม
เจ้าหน้าที่ของ USCIS ว่าสามารถออกนอกประเทศได้หรือไม่เพราะมีความจำเป็นแต่ยังไม่
ได้เอกสารอนุญาตเลย เจ้าหน้าที่บอกว่าได้แต่จะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อได้เอกสาร
advance parole แล้วเท่านั้น จึงเดินทางกลับเมืองไทยและขอให้เพื่อนที่อเมริกา
คอยเช็คจดหมายถ้าได้ก็ให้ส่งไปให้ที่เมืองไทย

หลังจากนั้นประมาณสองเดือนก็ได้รับเอกสารให้นัดไปพิมพ์ลายนิ้วมืออีกรวมทั้งเอกสาร
แจ้งให้ส่งเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายได้และการทำงานของสามีอเมริกัน 
เราจึงโทรไปปรึกษากับเจ้าหน้าที่USCIS อีกครั้งโทรจากเมืองไทย บอกความจริงทุกอย่างว่าเรายังกลับไปพิมพ์ลายนิ้วมือไม่ได้เพราะรอ advance parole อยู่ไม่งั้นกกลับ็เข้าประเทศไม่ได้เจ้าหน้าที่จึงบอกให้เรารีบส่งเอกสารที่เขาขอเพิ่มคือเกี่ยว
กับรายได้พร้อมทำจดหมายแจ้งความจำเป็นที่ต้องขอเลื่อนการพิมพ์ลายนิ้วมือออกไปอีก
จึงดำเนินการส่งไปจากเมืองไทย หลังจากนั้นหนึ่งเดือนก็ได้ advance parole
ซึ่งเพื่อนส่งมาให้ที่เมืองไทยก็ยังอยู่เมืองไทยต่อไป จนมีเอกสารนัดให้ไปสัมภาษณ์
ในวันที่ 16  มกราคม 2008 จึงต้องเดินทางกลับและเข้าประเทศสหรัฐด้วย advance parole

พอถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองเข้าไปพร้อมกับสามี พอบอกว่าใช้ advance parole
เจ้าหน้าที่ก็ให้เราสองคนเดินไปติดต่อในห้องด้านหลังเคาร์เตอร์ ในห้องมีคนนั่งรออยู่
หลายคนทีเดียว บอกได้ว่าทั้งหมดเป็นคนต่างชาติเหมือนกันหมด ปกติซิติเซ่น
ไม่ค่อยมีปัญหาที่ ตม.อยู่แล้ว ไปถึงก็รอคิวซึ่งจำได้ว่านานทีเดียวเกือบครึ่งชั่วโมงได้
พอถึงคิวมีเจ้าหน้าที่ผู้ชาย แฟนเราบอกทีหลังว่าฟังสำเนียงพูดก็รู้ว่าเป็น immigrant เหมือนกันคิดว่าเป็นแม็กซิกันเพราะดูจากหน้าตา เจ้าหน้าที่คนนี้คือทำหน้าตาพูดจาได้กวนโทสะมากๆคือไม่สุภาพ ชอบพูดจาดูถูกแดกดัน
เช่นถามเรากับสามีว่าแต่งงานที่ซิตี้ฮอลละซิ  ซึ่งมันแปลได้ว่าแต่งงานกันแบบถูกๆ
เพราะแต่งงานที่ซิตี้ฮอลถูกคือไม่ต้องมีแขกมีอะไรทำง่ายๆจบ และอาจหมายถึงเราไม่ได้แต่งงานกันจริงจ้างหรืออะไรประมาณนั้น
พูดจาวกวนกวนไปกวนมาอยู่นานแบบไร้สาระมากๆ แถมพูดอีกว่าอย่างเรากับแฟนเห็นมา
เยอะแล้วไม่ได้หรอกกรีนการ์ด เดี๋ยวก็โดนปฏิเสธตอนสัมภาษณ์ แต่สุดท้ายก็ต้องให้
เราผ่านเข้าไปก็เราไม่ได้ทำผิดเอกสารเข้าเมืองเรามีถูกต้อง ก็ไม่เข้าใจว่า ตม.
ทำไมต้องทำตัวแบบนี้ ทั้งๆที่ตัวเองก็เคยเป็น immigrant มาเหมือนกัน แฟนเราพอออกมาเขาก็บอกแย่จังถือว่ามีอำนาจจะพูดจะทำอะไรก็ได้
แต่ก็เป็นอันว่าเข้าประเทศมาได้ถึงแม้ต้องอารมณ์เสียไปบ้างก็ตาม 

วันสัมภาษณ์ที่ซานฟรานซิสโกคือวันที่ 16 มกราคม 2008 จำได้แม่นเพราะเป็นวันเกิดสามี
ตื่นเต้นเพราะกลัวว่จะโดนถามอะไรยากๆ เดินเข้าไปขึ้นไปชั้นสองปรากฎว่าคนเยอะมากๆ
เต็มห้องเลยยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ด้านหน้า เธอบอกให้เราสองคนขึ้นไปชั้นสาม พอขึ้นไปงงๆเพราะไม่มีใครเลยมีแค่เราสองคนก็นั่งรอไปสิบนาทีก็เงียบนึกในใจว่าเอ
เจ้าหน้าที่บอกอะไรผิดรึป่าว แต่สักพักก็มีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงมาเชิญให้เข้าไปอีกห้องหนึ่ง เจ้าหน้าที่สัมภาษณ์เป็นฝรั่งอายุกลางๆคน สุภาพใจดีมาก เปิดเอกสารที่เรากับแฟนส่งไปแล้ว
ก็บอกเอกสารครบดี แถมคืนเอกสารบางอย่างกลับมาอีกบอกไม่ต้องใช้
ถามคำถามอะไรง่ายเช่นเจอกันที่ไหน แต่งงานที่ไหน แล้วก็บอกว่าเราไม่เคยทำอะไรขัดต่อกฎใช่ไม๊
เราก็บอกว่าไม่ แล้วก็ดูบอกว่าเราออกนอกประเทศไปกลับเมืองไทยก่อนวีซ่าเดิมหมดอายุแล้ว
ก็กลับมาด้วย paroleก็ทำทุกอย่างถูกต้องแถมจริงๆเรายังไม่ได้พิมพ์ลายนิ้วมือเพราะขอเลื่อนมาสองครั้ง
เธอก็บอกไม่เป็นไร จัดการโทรไปอีกหน่วยงานที่ทำเรื่องพิมพ์ลายนิ้วมือ และออกใบส่งตัวให้เสร็จสรรพ
และบอกสัมภาษณ์เสร็จก็ไปพิมพ์ได้เลยให้นามบัตรมาด้วยบอกเผื่อมีอะไรจะได้อ้างอิง แล้วก็ยอกว่าโอเคอีกประมาณสามสัปดาห์จะได้รับกรีนการ์ดทางไปรษณีย์ เป็นอันจบแล้วเราก็ไปพิมพ์ลายนิ้วมือที่อีกตึกแต่ไม่ไกลกัน
สัปดาห์ต่อมาก็ได้หนังสือแจ้งว่าเคสเราได้รับอนุมัติ หลังจากนั้นสองอาทิตย์ก็ได้รับกรีนการ์ตัวจริง

<<back to case study menu